เป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกแล้ว ยังสามารถมีลูกได้หรือไม่
ผศ.นพ.นราทัศพล ลิขิตดี
สาขาวิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
คำตอบคือ อาจเป็นไปได้ในผู้ป่วยบางราย ปัจจุบันพบผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผู้หญิงในกลุ่มอายุน้อยเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องสูญเสียมดลูกและความสามารถในการตั้งครรภ์เสมอไป ความท้าทายในการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ คือ การรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยจากโรคมะเร็งและการสงวนภาวะเจริญพันธุ์ โดยมีแนวทางในการพิจารณาดังต่อไปนี้
1. ก่อนตัดสินใจเก็บมดลูกไว้ ต้องพิจารณาอะไรบ้าง
ต้องมั่นใจก่อนว่าเป็นมะเร็งชนิดใดและอยู่ในระยะใด
แพทย์อาจแนะนำการส่องกล้องเข้าไปในโพรงมดลูกเพื่อดูตำแหน่งรอยโรคและเก็บชิ้นเนื้อโดยตรง (hysteroscopy-guided biopsy) ซึ่งอาจช่วยให้เก็บตัวอย่างจากบริเวณที่สงสัยได้แม่นยำขึ้น เนื่องจากสามารถเห็นรอยโรคระหว่างการทำหัตถการ ทั้งนี้ ผลการตรวจชิ้นเนื้อควรได้รับการยืนยันจากพยาธิแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ประเมินโอกาสในการตั้งครรภ์
ก่อนตัดสินใจเลือกแนวทางสงวนภาวะเจริญพันธุ์ ควรประเมินโอกาสในการตั้งครรภ์ร่วมด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยมีข้อมูลครบถ้วนในการวางแผนการรักษาและการมีบุตรในอนาคต ผู้ป่วยจึงควรได้รับการประเมินการทำงานของรังไข่ รวมถึงตรวจความสมบูรณ์ของอสุจิฝ่ายชาย และควรเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ
ดูแลสุขภาพเพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์
การลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่มีโรคอ้วนและการควบคุมระดับน้ำตาล อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์และลดโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำได้ จึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควบคู่ไปกับการดูแลรักษา
สิ่งที่ควรทราบก่อนตัดสินใจ
ผู้ป่วยควรทราบว่าการสงวนภาวะเจริญพันธุ์เป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกบางรายที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม โดยจำเป็นต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด และแนะนำให้เข้ารับการผ่าตัดรักษามะเร็งอย่างสมบูรณ์หลังจากมีบุตรเรียบร้อยแล้ว
2. ใครบ้างที่อาจมีโอกาสเก็บมดลูกไว้
โดยทั่วไปต้องเป็นมะเร็งชนิดที่มีความเสี่ยงต่ำ อยู่ในระยะแรกมาก โดยโรคยังจำกัดอยู่เฉพาะเยื่อบุโพรงมดลูก ยังไม่ลุกลามเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูก และไม่พบการกระจายออกนอกมดลูก
3. หากเลือกเก็บมดลูกไว้ จะรักษาอย่างไร
-
การใช้ฮอร์โมนโปรเจสตินเพื่อควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจให้ในรูปแบบห่วงอนามัยชนิดหลั่งฮอร์โมนหรือยารับประทาน
-
การพิจารณาประเมินและตัดรอยโรคผ่านการส่องกล้องโพรงมดลูก
-
การใช้ฮอร์โมนโปรเจสตินร่วมกันทั้งในรูปแบบยารับประทานและห่วงอนามัยชนิดหลั่งฮอร์โมน
-
การให้คำปรึกษาด้านการจัดการน้ำหนักและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์และลดโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำ
4. หลังการรักษาต้องติดตามอย่างไร
สิ่งที่สำคัญคือ การเก็บมดลูกไว้ไม่ได้หมายความว่ามะเร็งหายขาด ผู้ป่วยจำเป็นต้องมาตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินเยื่อบุโพรงมดลูกทุก ๆ 3–6 เดือน โดยอาจใช้วิธีส่องกล้องโพรงมดลูก การขูดมดลูก หรือการเก็บชิ้นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูก
เมื่อผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตั้งครรภ์โดยเร็ว โดยยังคงต้องตรวจติดตามและเก็บชิ้นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกทุก ๆ 6–12 เดือน และเมื่อผู้ป่วยมีบุตรเรียบร้อยแล้ว หรือตรวจพบว่าโรคมีการลุกลาม แนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดรักษามะเร็งตามมาตรฐาน เช่น ตัดมดลูก รังไข่ และเลาะต่อมน้ำเหลือง
อย่างไรก็ดี หากยังพบมะเร็งเมื่อติดตามผลที่ระยะเวลา 6 เดือน ให้พิจารณาปรับแผนการรักษาไปใช้ยาโปรเจสตินแบบควบคู่ หากยังไม่เคยใช้วิธีนี้มาก่อน กรณีที่ยังพบมะเร็งเมื่อติดตามผลที่ระยะเวลา 12 เดือน แนะนำให้เปลี่ยนแผนไปทำการผ่าตัดรักษามะเร็งตามมาตรฐาน
เก็บมดลูกไว้ได้ แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน
การสงวนภาวะเจริญพันธุ์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกบางราย โดยเฉพาะผู้ป่วยอายุน้อยที่ยังมีความต้องการมีบุตร อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยทุกราย การตัดสินใจควรพิจารณาทั้งลักษณะของโรค โอกาสในการตั้งครรภ์ และความพร้อมในการติดตามรักษาอย่างใกล้ชิด โดยอาศัยการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและทีมแพทย์ผู้ดูแล
เอกสารอ้างอิง
-
Peeri NC, Bertrand KA, Na R, et al. Understanding risk factors for endometrial cancer in young women. J Natl Cancer Inst. 2025;117(1):76-88.
-
Rodolakis A, Scambia G, Planchamp F, et al. ESGO/ESHRE/ESGE Guidelines for the fertility-sparing treatment of patients with endometrial carcinoma. Hum Reprod Open. 2023;2023(1):hoac
-
National Comprehensive Cancer Network. NCCN Clinical Practice Guidelines in Oncology: Uterine Neoplasms. Version 3.2026. 2026. https://www.nccn.org.
-
Catena U, Macklon KLT, Rodolakis A, Scambia G. A practical guideline on the fertility-sparing treatment of patients with endometrial carcinoma and atypical endometrial hyperplasia. Int J Gynaecol Obstet. 2025;169(2):453-455.