|

บทความวิชาการ เดือนสิงหาคม 2569

วัคซีนเอชพีวี: คำถามที่พบบ่อยและเรื่องที่ควรรู้ (สำหรับแพทย์)
HPV Vaccination: Frequently Asked Questions for Healthcare Providers

รศ.พญ.ฐานิตรา ตันติเตมิท
หน่วยมะเร็งนรีเวชวิทยา ภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

         บทความวิชาการฉบับนี้ รวบรวมข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับวัคซีน HPV สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ โดยบูรณาการหลักฐานเชิงประจักษ์ร่วมกับคำแนะนำของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยเพื่อประยุกต์ใช้ในเวชปฏิบัติ

  1. สถานการณ์โรคมะเร็งที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV ในประเทศไทย 
           มะเร็งปากมดลูกยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย โดยเป็นมะเร็งอันดับ 4 ในสตรีไทย มีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 8,662 รายต่อปี และเสียชีวิต 4,576 รายต่อปี (1) นอกจากนี้ มะเร็งช่องปากและคอหอยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV (HPV-related Oropharyngeal Squamous Cell Carcinoma; OPSCC) ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจาก 13% เป็น 42% (2) และคาดว่าจะเพิ่มสูงถึง 50% ภายในปี พ.ศ.2573 (3) แม้ว่าสายพันธุ์ HPV 16 และ 18 จะเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลก แต่การศึกษาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยพบว่า HPV สายพันธุ์ 58 เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุด (72%) ในผู้ป่วยมะเร็งทอนซิลชนิด Squamous Cell (4)

  2. ข้อมูลทางคลินิกและประสิทธิผลล่าสุด (Real-World Evidence)
    การศึกษาขนาดใหญ่จากสวีเดน ยืนยันว่าการได้รับวัคซีนก่อนอายุ 17 ปี ช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกชนิดรุกรานได้ถึง 88% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีน ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่แสดงผลในการป้องกันมะเร็งชนิดลุกลามโดยตรง (5) ขณะที่ผลการศึกษา Meta-analysis ประเทศที่มีโครงการฉีดวัคซีนอย่างครอบคลุม อุบัติการณ์ของหูดหงอนไก่ในเด็กหญิง 15-19 ปี ลดลงถึง 67% และรอยโรคก่อนมะเร็ง (CIN2+) ในกลุ่มผู้หญิงที่ได้รับการตรวจคัดกรองลดลง 51% (6)

  3. ตารางการฉีดวัคซีนแบบเข็มเดียว (One-Dose Schedule)
    การฉีดวัคซีนเพียง “เข็มเดียว” (Single-dose) ได้รับการรับรองโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2565 ว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการฉีด 2 เข็มในกลุ่มอายุ 9-20 ปี  (7)  โดยอาศัยข้อมูลสนับสนุนหลักจาก การศึกษาซึ่งยืนยันว่าการฉีดเข็มเดียวสามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV 16/18 แบบคงค้าง (Persistent infection) ได้มากกว่า 95% และภูมิคุ้มกันมีความคงทน (Durability) นานกว่า 10 ปี (8-10)   กลุ่มผู้ที่มีภาวะทางภูมิคุ้มกันบกพร่อง ยังคงแนะนำให้ฉีด 3 เข็มเช่นเดิม

  4. การฉีดวัคซีนในกลุ่มประชากรพิเศษ
         กลุ่มผู้ชายและ LGBTQ+  ข้อมูลจากการศึกษาวัคซีน 4 สายพันธุ์ มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันหูดอวัยวะเพศและรอยโรคก่อนมะเร็งทวารหนัก ในกลุ่มชายที่มีสัมพันธ์กับชายได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปี รวมถึงได้ประโยชน์ของการฉีดในผู้ใหญ่ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วซึ่งป้องกันการติดเชื้อใหม่และลดการเกิดโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ (11)  
         ผู้ที่มีอายุ 27-45 ปี จาการศึกษาในผู้หญิงอายุ 26 ปีขึ้นไปที่ยังไม่เคยติดเชื้อ HPV ชนิดที่เกี่ยวข้อง วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ HPV 16/18 และรอยโรค CIN1+ ที่สัมพันธ์กับสายพันธ์ดังกล่าว ได้มากกว่า 80% แต่ประสิทธิภาพในประชากรโดยรวมจะลดลงเหลือประมาณ 47.2% เนื่องจากผู้ใหญ่ในช่วงอายุนี้จำนวนมากเคยสัมผัสเชื้อ HPV มาก่อนแล้วจากการมีเพศสัมพันธ์ (12)  ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แนะนำให้ใช้การตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยพิจารณาตามความเสี่ยงรายบุคคล (13)
          ผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดรักษารอยโรคก่อนเป็นมะเร็งที่ปากมดลูก CIN (Adjuvant Vaccination)
    ผลการวิเคราะห์อภิมาน ยืนยันว่า การฉีดวัคซีน HPV เสริมช่วยลดความเสี่ยงการกลับเป็นซ้ำของ CIN 2+ ลงได้ประมาณ 57-67% โดยเฉพาะรอยโรคที่เกิดจากสายพันธุ์ 16/18 (14) สำหรับประเทศไทยแนะนำให้ฉีดวัคซีนในสตรีที่เคยมีหรือกำลังมีรอยโรคก่อนมะเร็งปากมดลูก เพื่อป้องกันสายพันธุ์อื่นในวัคซีนที่ยังไม่ติดเชื้อและลดความเสี่ยงการเกิดโรคซ้ำ โดยควรให้ใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่รับการรักษามากที่สุด (13)

  5. การบริหารวัคซีน (Dosing & Interchangeability) อ้างอิงจากแนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (13)
    หากฉีดไม่ครบ:  ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นเข็มที่ 1 ใหม่ ให้ฉีดเข็มที่เหลือต่อไปได้เลยจนครบชุด
    ระยะห่างที่สั้นที่สุด: สำหรับชุด 3 เข็ม (อายุ ≥15 ปี) ระยะห่างระหว่างเข็ม 1 และ 2 คือ 1 เดือน, ระหว่างเข็ม 2 และ 3 คือ 3 เดือน และระยะรวมระหว่างเข็ม 1 ถึง 3 ต้องไม่น้อยกว่า 6 เดือน ชุด 2 เข็ม (อายุ <15 ปี): แนะนำให้ฉีดห่างกัน 6-12 เดือน หากเข็มที่สองถูกฉีดห่างจากเข็มแรกน้อยกว่า 5 เดือน จำเป็นต้องฉีดเข็มที่ 3 เพิ่มเติม
    การเปลี่ยนชนิดวัคซีน: สำหรับผู้ที่ฉีดชนิด 2 หรือ 4 สายพันธุ์ครบแล้ว ไม่จำเป็นต้องฉีดชนิด 9 สายพันธุ์ซ้ำ แต่หากต้องการฉีดเพิ่มเพื่อขยายขอบเขตการป้องกันสายพันธุ์อื่นๆ (31, 33, 45, 52, 58) ก็สามารถทำได้โดยไม่มีข้อห้าม

  6. ความเสี่ยงจาก “ควันผ่าตัด” และคำแนะนำสำหรับบุคลากร
    การรักษารอยโรคที่เกี่ยวข้องกับ HPV ด้วยหัตถการที่อาจเกิด smoke หรือ plume เช่น electrosurgery, laser ablation หรือการจี้ทำลายรอยโรค อาจมีการฟุ้งกระจายของอนุภาคชีวภาพได้ แม้มีรายงานการตรวจพบ HPV DNA ใน plume ดังกล่าว (15, 16) แต่ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์ยังไม่เป็นที่แน่ชัด และหลักฐานการติดเชื้อจริงในบุคลากรยังมีจำกัด ดังนั้นจึงควรใช้มาตรการป้องกันมาตรฐานร่วมกับระบบดูดควัน (smoke evacuation) อย่างเหมาะสม สำหรับวัคซีน HPV บุคลากรทางการแพทย์ควรได้รับการพิจารณาตามอายุ ประวัติการได้รับวัคซีน และข้อบ่งชี้เช่นเดียวกับประชากรทั่วไป

  7. แนวทางการบริหารวัคซีนกระทรวงสาธารณสุข ต่างจากแนวปฏิบัติราชวิทยาสูตินรีแพทย์อย่างไร?
    ตามแผนยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุขมุ่งเน้นการบริหารจัดการวัคซีนให้เกิดความ คุ้มค่าสูงสุดและครอบคลุมประชากรกลุ่มเสี่ยงในวงกว้างภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยในปีงบประมาณ 2569 ได้กำหนดแนวทางที่สำคัญ ดังนี้ (17)

  • กลุ่มเป้าหมายลำดับแรก (Primary target): นักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ปีการศึกษา 2568 หรืออายุ 11-12 ปี) ตามสิทธิประโยชน์หลัก

  • กลุ่มเก็บตก (Catch-up group): หญิงไทยอายุ 11-20 ปี ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน

  • กลุ่มอุดมศึกษา: นักศึกษาหญิงอายุ 18-20 ปี และอนุโลมให้รวมถึงนักศึกษาปริญญาตรีที่อายุเกิน 20 ปี ในกรณีที่มีวัคซีนคงคลังเพียงพอในพื้นที่
            ส่วนแนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัย ให้คำแนะนำที่กว้างกว่าเพื่อให้ครอบคลุมประโยชน์ส่วนบุคคล โดยแนะนำให้ฉีดทั้งหญิงและชาย อายุ 9-26 ปี (หาก <15 ปี ฉีด 2 เข็ม, ≥15 ปี ฉีด 3 เข็ม) และพิจารณาฉีดในกลุ่มอายุ 27-45 ปี รวมถึงเน้นย้ำความสำคัญในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งต้องฉีด 3 เข็มเสมอ (13)

    References
    1. Ferlay J EM, Lam F, Colombet M, Mery L, Piñeros M, et al. Global Cancer Observatory: Cancer Today. Lyon, France: International Agency for Research on Cancer 2024 [cited 2025 June 7 ]. Available from: https://gco.iarc.who.int/media/globocan/factsheets/populations/900-world-fact-sheet.pdf.

    2. Ngamphaiboon N, Dechaphunkul A, Vinayanuwattikun C, Danchaivijitr P, Thamrongjirapat T, Prayongrat A, et al. Changing Landscape of Head and Neck Squamous Cell Carcinoma and Nasopharyngeal Carcinoma Treatment and Survival Trends in Thailand: A 13-Year Multicenter Retrospective Study of Patients. JCO Glob Oncol. 2025;11:e2400285.

    3. Argirion I, Zarins KR, McHugh J, Cantley RL, Teeramatwanich W, Laohasiriwong S, et al. Increasing prevalence of HPV in oropharyngeal carcinoma suggests adaptation of p16 screening in Southeast Asia. J Clin Virol. 2020;132:104637.

    4. Heawchaiyaphum C, Ekalaksananan T, Patarapadungkit N, Vatanasapt P, Pientong C. Association of Human Papillomavirus and Epstein-Barr Virus Infection with Tonsil Cancer in Northeastern Thailand. Asian Pac J Cancer Prev. 2022;23(3):781-7.

    5. Lei J, Ploner A, Elfström KM, Wang J, Roth A, Fang F, et al. HPV Vaccination and the Risk of Invasive Cervical Cancer. N Engl J Med. 2020;383(14):1340-8.

    6. Drolet M, Bénard É, Pérez N, Brisson M, Ali H, Boily M-C, et al. Population-level impact and herd effects following the introduction of human papillomavirus vaccination programmes: updated systematic review and meta-analysis. The Lancet. 2019;394(10197):497-509.

    7. World Health Organization. Human papillomavirus vaccines: WHO position paper, December 2022. Weekly Epidemiological Record. 2022 Dec 16;97(50):645–72. Available from: https://www.who.int/publications/i/item/who-wer9750-645-672.

    8. Joshi S, Anantharaman D, Muwonge R, Bhatla N, Panicker G, Butt J, et al. Evaluation of immune response to single dose of quadrivalent HPV vaccine at 10-year post-vaccination. Vaccine. 2023;41(1):236-45.

    9. Kreimer AR, Porras C, Liu D, Hildesheim A, Carvajal LJ, Ocampo R, et al. Noninferiority of One HPV Vaccine Dose to Two Doses. N Engl J Med. 2025;393(24):2421-33.

    10. Barnabas RV, Brown ER, Onono MA, Bukusi EA, Njoroge B, Winer RL, et al. Durability of single-dose HPV vaccination in young Kenyan women: randomized controlled trial 3-year results. Nat Med. 2023;29(12):322-32.

    11. Goldstone SE, Giuliano AR, Palefsky JM, Lazcano-Ponce E, Penny ME, Cabello RE, et al. Efficacy, immunogenicity, and safety of a quadrivalent HPV vaccine in men: results of an open-label, long-term extension of a randomised, placebo-controlled, phase 3 Lancet Infect Dis. 2022;22(3):413-25.

    12. Skinner SR, Szarewski A, Romanowski B, Garland SM, Lazcano-Ponce E, Salmerón J, et al. Efficacy, safety, and immunogenicity of the human papillomavirus 16/18 AS04-adjuvanted vaccine in women older than 25 years: 4-year interim follow-up of the phase 3, double-blind, randomised controlled VIVIANE study. Lancet. 2014;384(9961):2213-27.

    13. แนวทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การป้องกันมะเร็งปากมดลูกปฐมภูมิ (RTCOG Clinical Practice Guideline: Primary Prevention of Cervical Cancer) 2020.

    14. Kechagias KS, Kalliala I, Bowden SJ, Athanasiou A, Paraskevaidi M, Paraskevaidis E, et al. Role of human papillomavirus (HPV) vaccination on HPV infection and recurrence of HPV related disease after local surgical treatment: systematic review and meta-analysis. BMJ. 2022;378:e

    15. Fox-Lewis A, Allum C, Vokes D, Roberts S. Human papillomavirus and surgical smoke: a systematic review. Occup Environ Med. 2020;77(12):809-17.

    16. Palma S, Gnambs T, Crevenna R, Jordakieva G. Airborne human papillomavirus (HPV) transmission risk during ablation procedures: A systematic review and meta-analysis. Environmental Research. 2021;192:110437.

    17. กรมควบคุมโรค. แนวทางการให้บริการวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ปีงบประมาณ 2569 [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: กรมควบคุมโรค; 2568 [เข้าถึงเมื่อ 22 พ.ค. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://dmsic.moph.go.th/index/detail/9837

Similar Posts