|

(บทความพิเศษ 2) “เส้นทางสู่การกำจัดมะเร็งปากมดลูกของประเทศไทย” 

เส้นทางสู่การกำจัดมะเร็งปากมดลูก: ก้าวที่ผ่านมา สถานการณ์ในปัจจุบันและก้าวต่อไปในประเทศไทย
ตอนที่ 2: การวินิจฉัยและการรักษา รอยโรคก่อนเป็นมะเร็งและมะเร็งปากมดลูก

การดูแลรักษา “พบแล้ว ต้องรักษา และรักษาให้ทันเวลา”

            เป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO): ภายในปี ค.ศ. 2030 ผู้หญิงที่ตรวจพบรอยโรคก่อนมะเร็งอย่างน้อยร้อยละ 90 ควรได้รับการรักษา และผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยร้อยละ 90 ควรได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม (1) การตรวจ คัดกรองเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ การกำจัดมะเร็งปากมดลูกต้องเชื่อมต่อจากผลคัดกรองผิดปกติไปสู่การประเมินเพิ่มเติม การส่งต่อเพื่อส่องกล้องตรวจปากมดลูก (colposcopy) และ/หรือการตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) ตลอดจนการรักษาและการติดตาม อย่างครบวงจร เพื่อลดความล่าช้าและการสูญหายระหว่างการส่งต่อ (1,2)

การดูแลรักษาผลคัดกรองผิดปกติ   

            ผลตรวจ HPV เป็นบวกหรือผลคัดกรองผิดปกติไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกทันที แต่หมายถึงควรได้รับการ ประเมินต่อเพื่อแยกผู้ที่มีความเสี่ยงสูงออกจากผู้ที่สามารถติดตามซ้ำได้ การดูแลขั้นต่อไปพิจารณาจากชนิดของเชื้อ HPV ผล cytology อายุ ประวัติการตรวจเดิม และระดับความเสี่ยงของแต่ละราย ผู้ที่เข้าเกณฑ์ความเสี่ยงสูงจะได้รับการส่งต่อเพื่อ colposcopy ตามแนวทางมาตรฐาน (2,3)

            Colposcopy เป็นการใช้กล้องขยายตรวจผิวปากมดลูกอย่างละเอียด ร่วมกับน้ำยาที่ช่วยทำให้บริเวณผิดปกติเห็นชัดขึ้น และอาจตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) ส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเมื่อมีข้อบ่งชี้ หากพบรอยโรคก่อนมะเร็งระดับสูง การรักษามุ่งกำจัดรอยโรค ก่อนที่จะพัฒนาเป็นมะเร็ง วิธีที่ใช้บ่อย ได้แก่ การตัดรอยโรคด้วยห่วงไฟฟ้า (LEEP/LLETZ) หรือการตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย (conization) ส่วนการทำลายรอยโรคด้วยความร้อนหรือวิธี ablative treatment ใช้ได้ในผู้ที่เข้าเกณฑ์ โดยต้องพิจารณาขนาด และตำแหน่งของรอยโรค ผลพยาธิวิทยา อายุ ความต้องการมีบุตร และความเหมาะสมของแต่ละราย (2,3)

            ในมุมของระบบบริการ สิ่งสำคัญไม่แพ้การวินิจฉัยคือการส่งต่อที่รวดเร็วและติดตามจนผู้รับบริการได้รับการดูแลครบถ้วน หน่วยบริการคัดกรองควรเชื่อมต่อกับหน่วย colposcopy ได้โดยตรง มีระบบแจ้งผล ติดตามผลชิ้นเนื้อ นัดรักษาเมื่อพบรอยโรค และกำหนดการติดตามหลังรักษาอย่างชัดเจน เป้าหมายคือไม่ให้ผู้หญิงที่มีผลคัดกรองผิดปกติ “หลุดจากระบบ” ระหว่างการ คัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษา (2,4)

            ในปี พ.ศ. 2568 สมาคมมะเร็งนรีเวชไทยได้เผยแพร่ “แนวทางการดูแลรักษาโรคมะเร็งปากมดลูก พ.ศ. 2568” เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดูแลผู้ที่มีผลตรวจผิดปกติ รอยโรคก่อนมะเร็ง และมะเร็งปากมดลูกให้สอดคล้องกับมาตรฐานปัจจุบัน (3)

การดูแลรักษามะเร็งปากมดลูก    

            ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจำเป็นต้องได้รับการประเมินระยะโรคและเลือกการรักษาตามมาตรฐานอย่างเหมาะสม การรักษาอาจประกอบด้วยการผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด หรือการรักษาด้วยยาระบบอื่นตามระยะโรค ลักษณะทางพยาธิวิทยา สุขภาพของผู้ป่วย และเป้าหมายการรักษา สำหรับผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นโยบาย “มะเร็งรักษาทุกที่ (Cancer Anywhere)” ยังคงเป็นช่องทางสำคัญในการช่วยให้เข้าถึงหน่วยบริการมะเร็งที่มีศักยภาพได้สะดวกและต่อเนื่องขึ้น (4,5) และหากหน่วยบริการใดไม่มีศักยภาพเพียงพอ ก็มีระบบส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางของ ESGO แบบ resource-stratified ฉบับปี ค.ศ. 2026 ที่เน้นว่าเป้าหมายของการรักษาคือการให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลตามมาตรฐานที่ดีที่สุด หากหน่วยบริการขาดทรัพยากรสำคัญ ควรให้ความสำคัญกับการปรึกษาและส่งต่อไปยังศูนย์ที่มีศักยภาพมากกว่าใช้ข้อจำกัด ของทรัพยากรเป็นเหตุให้ลดมาตรฐานการรักษา (6)

1. บุคลากรและการให้บริการ

1.1 แพทย์เฉพาะทางสาขามะเร็งวิทยานรีเวช
ในปี พ.ศ. 2569 ข้อมูลของสมาคมมะเร็งนรีเวชไทยระบุว่ามีสมาชิกสมาคมรวม 605 คน กระจายอยู่ใน 6 ภูมิภาค (รูปที่ 1) โดยมากที่สุดอยู่ในภาคกลางและน้อยที่สุดในภาคตะวันตก (7)
                              รูปที่ 1. การกระจายตัวของสมาชิกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทยใน 6 ภาคของประเทศไทย ปี 2569
ข้อมูลจากการสำรวจของสมาคมมะเร็งนรีเวชไทยในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2020 พบว่า จากแพทย์มะเร็งนรีเวช ที่เข้าเกณฑ์ 258 คน มีผู้ตอบแบบสำรวจ 170 คน ส่วนใหญ่ทำงานในโรงพยาบาลรัฐหรือโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ/มหาวิทยาลัย และร้อยละ 28.2 ของผู้ตอบเห็นว่าจำนวนแพทย์เฉพาะทางในสถาบันของตนยังไม่เพียงพอ (8)

         กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยมีแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวชอยู่จำนวนหนึ่งแต่ยังไม่มีการกระจายตัวที่เหมาะสม และโดยส่วนใหญ่อยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ ทำให้ยังต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขามะเร็งนรีเวชในแต่ละเขตเหมาะสมเพียงพอกับผู้รับบริการในแต่ละพื้นที่เพียงใด

1.2 แพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการรักษาด้วยรังสีรักษา (radiotherapy)
         การเข้าถึงรังสีรักษาให้ทันเวลาเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามเฉพาะที่ (locally advanced cervical cancer) ซึ่งมาตรฐานการรักษาหลักคือรังสีรักษาภายนอก (EBRT) ร่วมกับยาเคมีบำบัดชนิด platinum และตามด้วย brachytherapy การล่าช้าหรือหยุดชะงักของการรักษาสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่แย่ลง (9,10) ซึ่งตรงกับแนวทางของ ESGO/ESTRO/ESP ปี 2023 ระบุว่าระยะเวลารวมของ definitive chemoradiotherapy ตั้งแต่เริ่ม EBRT จนจบ brachytherapy ไม่ควรเกิน 7 สัปดาห์ และ brachytherapy เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ไม่ควรถูกแทนที่ด้วยการเพิ่ม external-beam boost ตามปกติ (9)

         ข้อมูลสำรวจของสมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2569 ระบุแพทย์รังสีรักษา 242 ราย และเครื่องรังสีรักษา 141 เครื่อง กระจายอยู่ใน 63 หน่วยบริการ 30 จังหวัดทั่วประเทศ (รูปที่ 2) (11)

รูปที่ 2. การกระจายตัวของหน่วยบริการด้านรังสีรักษา ปี 2569

          ข้อมูลจากการสำรวจศูนย์รังสีรักษา 14 แห่งทั่วประเทศไทยในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2569 โดย ศ. นพ. เอกสิทธิ ธราวิจิตรกุล และตณะ พบว่าอัตราการใช้ image-guided brachytherapy (IGBT) สำหรับมะเร็งปากมดลูกอยู่ที่ร้อยละ 33 และพบช่องว่างด้านกำลังคนทั้งแพทย์รังสีรักษา นักฟิสิกส์การแพทย์ และนักรังสีเทคนิค งานวิจัยดังกล่าวชี้ว่าการขยาย IGBT มีทั้งประโยชน์ด้านผลลัพธ์การรักษาและศักยภาพ รวมทั้งความคุ้มค่าของระบบ (12)

2. การรักษา

2.1 การผ่าตัดมะเร็งปากมดลูก     
          การผ่าตัดมีบทบาทสำคัญในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ไม่การแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง คือ อยู่ในระยะต้น (early stage) โดยชนิดและความกว้างของการผ่าตัดต้องพิจารณาจากระยะของโรคซึ่งประเมินจากขนาดก้อน ความลึกของการลุกลาม การลุกลามเข้าหลอดเลือดหลอดน้ำเหลือง  lympho-vascular space invasion (LVSI) และ ความต้องการมีบุตร

          ผู้ป่วยบางรายอาจรักษาด้วย conization หรือ simple hysterectomy ส่วนผู้ที่ต้องการธำรงภาวะเจริญพันธุ์อาจพิจารณา conization หรือ trachelectomy ในรายที่มีลักษณะที่เข้าเกณฑ์  ในขณะที่ radical hysterectomy ร่วมกับการประเมินต่อมน้ำเหลืองยังมีบทบาทสำคัญในผู้ป่วยระยะต้น (9) อย่างไรก็ตาม มีรายงานที่พบว่าการผ่าตัดเพียง simple hysterectomy ร่วมกับการประเมินต่อมน้ำเหลืองในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะต้นที่มีความเสี่ยงต่ำ คือ ขนาดก้อนไม่เกิน 2 ซม. และมีการลุกลามในชั้นสโตรมาอย่างจำกัด ผลการประเมินที่ 3 ปี พบว่า การผ่าตัด simple hysterectomy ก็สามารถควบคุมโรคในอุ้งเชิงกรานได้ไม่ด้อยกว่า radical hysterectomy และมีภาวะแทรกซ้อนของระบบทางเดินปัสสาวะน้อยกว่า ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานการตรวจติดตามในระยะยาว จึงควรจะมีการเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสม (13)

          สำหรับการผ่าตัด radical hysterectomy แบบ minimally invasive ทั้งแบบ laparoscopic และ robotic-assisted surgery ซึ่งมีข้อดีเรื่องแผลเล็กและการฟื้นตัวเร็วหลังผ่าตัด การผ่าตัดผ่านกล้องยังสามารถใช้สำหรับการประเมินต่อมน้ำเหลืองได้ตามความเหมาะสม (9) ข้อมูลล่าสุดจากจากการศึกษาแบบสุ่ม พบว่า robot-assisted radical hysterectomy มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างผ่าตัดน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด โดยที่ภาวะแทรกซ้อนภายใน 30 วันและการฟื้นตัวตัวเร็วหลังผ่าตัดไม่แตกต่างกันมาก โดยยังไม่มีผลลัพธ์ด้านการกลับเป็นซ้ำและการรอดชีวิต (14)  อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ยังไม่เปลี่ยนมาตรฐานที่ให้การผ่าตัดเปิดเป็นวิธีหลักสำหรับ radical hysterectomy เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานที่แสดงถึงผลสำเร็จในการรักษามะเร็งซึ่งเป็นข้อพิจารณาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยมีรายงานที่ตรวจติดตามผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแบบ minimally invasive radical hysterectomy พบว่า อัตราการรอดชีวิตโดยปราศจากโรคและอัตราการรอดชีวิตโดยรวมที่ 4.5 ปี ต่ำกว่าการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง  (15)  แนวทางจากสมาคมวิชาชีพของยุโรป (ESGO/ESTRO/ESP) ปี ค.ศ. 2023 ระบุว่า minimally invasive radical hysterectomy อาจพิจารณาได้เฉพาะผู้ป่วยความเสี่ยงต่ำที่คัดเลือกอย่างเข้มงวด เช่น ก้อนขนาดน้อยกว่า 2 ซม. และไม่พบรอยโรคที่ขอบชิ้นเนื้อหลัง conization โดยการดำเนินการควรทำในศูนย์การแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงและต้องอธิบายหลักฐานปัจจุบันให้ผู้ป่วยเข้าใจก่อนตัดสินใจ (9)

2.2 การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

          ยาเคมีบำบัดกลุ่ม platinum โดยเฉพาะ cisplatin ยังคงเป็นองค์ประกอบหลักของ concurrent chemoradiation ในผู้ป่วยระยะลุกลามเฉพาะที่ ส่วนในโรคระยะลุกลาม แพร่กระจาย หรือกลับเป็นซ้ำ อาจใช้ platinum-based chemotherapy ร่วมกับยาอื่น เช่น paclitaxel, bevacizumab และ/หรือ immunotherapy ตามข้อบ่งใช้และลักษณะของผู้ป่วย (9)  

             ยาเคมีบำบัดมีการใช้ในบริบทต่าง ๆ ตามระยะและลักษณะของโรค สภาพร่างกาย โรคร่วม ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ การให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา (concurrent chemoradiation) ซึ่งเป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยระยะ locally advanced cervical cancer หรือผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น positive lymph nodes, positive surgical margins หรือ parametrial involvement ที่พบจากการผ่าตัดเพื่อเป็นการรักษาเสริม (adjuvant therapy) (9) ส่วนการให้ยาเคมีบำบัดนำ (induction/ neoadjuvant chemotherapy) ตามด้วยการผ่าตัดไม่ใช่แนวทางมาตรฐานที่แนะนำเป็นกิจวัตร แม้จะมีรายงานที่พบว่า  การให้ยาเคมีบำบัดระยะสั้นก่อนเริ่ม chemoradiotherapy เพิ่มอัตรารอดชีวิตโดยโรคไม่ดำเนินต่อและอัตรารอดชีวิต  5 ปีเพิ่มขึ้นได้ (16) อย่างไรก็ตาม การนำมาใช้ควรพิจารณา ความเหมาะสมของผู้ป่วย ความพร้อมของระบบ และต้องไม่ทำให้การเริ่มหรือความต่อเนื่องของ chemoradiotherapy ล่าช้า (9)

          ในผู้ป่วยระยะลุกลาม แพร่กระจาย หรือกลับเป็นซ้ำ (advanced, metastatic, recurrent cancer) การให้ยาเคมีบำบัดมีบทบาทสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดหรือรังสีรักษาเฉพาะที่เพื่อหวังผลหายขาด (9)

2.3 การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัดและยามุ่งเป้า

          ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวทางการรักษามะเร็งปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญโดยมีการนำยาภูมิคุ้มกันบำบัดมาใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา หรือร่วมกับยาเคมีบำบัดและยามุ่งเป้าในบริบทต่าง ๆ เช่น การให้ pembrolizumab ร่วมกับ concurrent chemoradiotherapy และให้ pembrolizumab ต่อเนื่องภายหลังในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามเฉพาะที่ที่มีความเสี่ยงสูง ที่พบว่าเพิ่มทั้งอัตรารอดชีวิตโดยโรคไม่ดำเนินต่อและอัตรารอดชีวิตเมื่อเทียบกับ chemoradiotherapy เพียงอย่างเดียว (17) โดยที่องค์การอาหารละยาของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้ pembrolizumab ร่วมกับ chemoradiotherapy ได้สำหรับมะเร็งปากมดลูก locally advanced ที่มีความเสี่ยงสูง (17,18) การให้ pembrolizumab ร่วมกับ platinum-based chemotherapy โดยอาจร่วมกับ bevacizumab โดยเฉพาะในผู้ป่วย persistent, recurrent หรือ metastatic cervical cancer ที่ก้อนมะเร็งมีการแสดงออกของ PD-L1 (CPS ≥1) ยังมีประโยชน์ในการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตด้วยเช่นกัน (19)

          ยาภูมิคุ้มกันบำบัดบางชนิดรวมทั้งยามุ่งเป้าชนิด antibody-drug conjugate (ADC) ยังไม่ได้รับการอนุมัติในประเทศไทยด้วยข้อบ่งชี้ในมะเร็งปากมดลูก เช่น ยา Cemiplimab ซึ่งเป็นยาภูมิคุ้มกันบำบัดอีกชนิดในกลุ่ม PD-1 inhibitor ที่พบว่า สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยรวมในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะแพร่กระจายหรือกลับเป็นซ้ำที่เคยผ่านยาสูตรพลาตินัม (Platinum-based chemotherapy) มาก่อน (20) หรือ tisotumab vedotin ซึ่งเป็นยา ADC ที่พา cytotoxic payload ไปยังเซลล์ที่แสดงเป้าหมาย ที่พบว่า สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตเทียบกับ chemotherapy ที่แพทย์เลือกใช้ในผู้ป่วย recurrent/metastatic cervical cancer หลังการรักษาด้วยยาอื่นมาก่อน (21)

         การเลือกใช้จริงจึงมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนอกเหนือจากประสิทธิภาพและข้อมูลต่าง ๆ ทางคลินิก ได้แก่ การขึ้นทะเบียนยา ราคายา สิทธิการรักษา และความเหมาะสมของบริบทต่าง ๆ ของประเทศ

สรุป: การวินิจฉัยและการรักษา รอยโรคก่อนเป็นมะเร็งและมะเร็งปากมดลูก

             มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่มีโอกาสรักษาให้หายได้สูงเมื่อพบและรักษาอย่างเหมาะสม หัวใจของ “90% treatment target” จึงไม่ใช่เพียงการมีเทคโนโลยีรักษา แต่คือการทำให้ผู้ที่มีผลคัดกรองผิดปกติได้รับการประเมินต่อ ไม่หลุดจากระบบ และได้รับการรักษารอยโรคก่อนมะเร็งหรือมะเร็งอย่างทันท่วงที การรักษามะเร็งปากมดลูกต้องเลือกตามระยะโรค ตั้งแต่การผ่าตัดในโรคระยะต้น ไปจนถึง chemoradiotherapy ร่วมกับ brachytherapy ในโรคระยะลุกลามเฉพาะที่ โดยควรรักษาให้ต่อเนื่องและเสร็จภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม  การใช้ chemotherapy, immunotherapy หรือ ADC ในโรคที่กลับเป็นซ้ำ หรือแพร่กระจาย ขณะเดียวกัน การพัฒนาความเสมอภาคในการเข้าถึงการรักษาด้วยรังสีรักษา ยานวัตกรรมต่าง ๆ รวมถึงระบบส่งต่อและติดตามผลที่เชื่อมต่อกัน เพื่อให้ความก้าวหน้าทางวิชาการแปลเป็น ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นของการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศต่อไป

Reference
  1. World Health Organization. Global strategy to accelerate the elimination of cervical cancer as a public health problem. Geneva: World Health Organization; 2020.

  2. World Health Organization. WHO guideline for screening and treatment of cervical pre-cancer lesions for cervical cancer prevention. 2nd ed. Geneva: World Health Organization; 2021.

  3. Thai Gynecologic Cancer Society. แนวทางการดูแลรักษาโรคมะเร็งปากมดลูก พ.ศ. 2568 [Internet]. Bangkok: Thai Gynecologic Cancer Society; 2025 [cited 2026 Oct 9]. Available from: https://tgcs.or.th/course-library/แนวทางการดูแลรักษาโรคม-2/

  4. World Health Organization. WHO framework for strengthening and scaling-up services for the management of invasive cervical cancer. Geneva: World Health Organization; 2020.

  5. National Health Security Office. โรคมะเร็งรักษาทุกที่ (Cancer Anywhere) [Internet]. Bangkok: National Health Security Office; 2025 [cited 2026 Oct 9]. Available from: https://stream.nhso.go.th/view/1/Info_มะเร็งครบวงจร/TH-TH

  6. Cibula D, Mburu A, Planchamp F, Zapardiel I, Atallah D, Al-Rubaish S, et al. European Society of Gynaecological Oncology resource-stratified guidelines for the management of patients with cervical cancer. Int J Gynecol Cancer. 2026;36(1):102747. doi:10.1016/j.ijgc.2025.102747.

  7. Thai Gynecologic Cancer Society. Membership distribution by six regions of Thailand, 2026 [unpublished association data presented at the TGCS Annual Meeting 2026]. Bangkok: Thai Gynecologic Cancer Society; 2026.

  8. Tangjitgamol S, Chanpanitkitchot S, Charoenkwan K, Srisomboon J, Kasemsarn P, Temrungruanglert W, et al. Working situation and problems in practice of Thai gynecologic oncologists: Thai Gynecologic Cancer Society survey. J Med Assoc Thai. 2020;103(Suppl 7):3-11.

  9. Cibula D, Raspollini MR, Planchamp F, Centeno C, Chargari C, Felix A, et al. ESGO/ESTRO/ESP Guidelines for the management of patients with cervical cancer – Update 2023. Int J Gynecol Cancer. 2023;33(5):649-666. doi:10.1136/ijgc-2023-004429.

  10. Petereit DG, Sarkaria JN, Chappell R, Fowler JF, Hartmann TJ, Kinsella TJ, et al. The adverse effect of treatment prolongation in cervical carcinoma. Int J Radiat Oncol Biol Phys. 1995;32(5):1301-1307. doi:10.1016/0360-3016(94)00635-X.

  11. Thai Association of Radiation Oncology. Distribution of radiotherapy service units in Thailand, 2026 [unpublished association data]. Bangkok: Thai Association of Radiation Oncology; 2026.

  12. Tharavichitkul E, Chitapanarux I, Sripan P, Tovanabutra C, Phungrassami T, Kittichet R, et al. Unlocking economic gains: the impact of image-guided brachytherapy on cervical cancer treatment in Thailand. Front Public Health. 2026;13:1725415. doi:10.3389/fpubh.2025.1725415.

  13. Plante M, Kwon JS, Ferguson S, Samouëlian V, Ferron G, Maulard A, et al. Simple versus radical hysterectomy in women with low-risk cervical cancer. N Engl J Med. 2024;390(9):819-829. doi:10.1056/NEJMoa2308900.

  14. Ramirez PT, Robledo KP, Frumovitz M, Pareja R, Ribeiro R, Lopez A, et al. LACC Trial: final analysis on overall survival comparing open versus minimally invasive radical hysterectomy for early-stage cervical cancer. J Clin Oncol. 2024;42(23):2741-2746. doi:10.1200/JCO.23.02335.

  15. Salehi S, Norberg Hardie A, Smolders RGV, et al. Perioperative outcomes and recovery after robot-assisted vs open radical hysterectomy: a secondary analysis of the RACC randomized clinical trial. JAMA Surg. Published online October 7, 2026. doi:10.1001/jamasurg.2026.4625.

  16. McCormack M, Eminowicz G, Gallardo D, Diez P, Farrelly L, Kent C, et al. Induction chemotherapy followed by standard chemoradiotherapy versus standard chemoradiotherapy alone in patients with locally advanced cervical cancer (GCIG INTERLACE): an international, multicentre, randomised phase 3 trial. Lancet. 2024;404(10462):1525-1535. doi:10.1016/S0140-6736(24)01438-7.

  17. Lorusso D, Xiang Y, Hasegawa K, Scambia G, Leiva M, Ramos-Elias P, et al. Pembrolizumab or placebo with chemoradiotherapy followed by pembrolizumab or placebo for newly diagnosed, high-risk, locally advanced cervical cancer (ENGOT-cx11/GOG-3047/KEYNOTE-A18): overall survival results from a randomised, double-blind, placebo-controlled, phase 3 trial. Lancet. 2024;404(10460):1321-1332. doi:10.1016/S0140-6736(24)01808-7.

  18. Thai Food and Drug Administration. KEYTRUDA (pembrolizumab) prescribing information [Internet]. Nonthaburi: Thai Food and Drug Administration; 2025 [cited 2026 Oct 9]. Available from: https://ndi.fda.moph.go.th/uploads/drug_detail_corporation/doc/word/1280/bcf3ffc6e01727ec15d093d4a61ba8ea-a2.pdf

  19. Colombo N, Dubot C, Lorusso D, Caceres MV, Hasegawa K, Shapira-Frommer R, et al. Pembrolizumab for persistent, recurrent, or metastatic cervical cancer. N Engl J Med. 2021;385(20):1856-1867. doi:10.1056/NEJMoa2112435.

  20. Tewari KS, Monk BJ, Vergote I, Miller A, de Melo AC, Kim HS, et al. Survival with cemiplimab in recurrent cervical cancer. N Engl J Med. 2022;386(6):544-555. doi:10.1056/NEJMoa2112187.

  21. Coleman RL, Lorusso D, Gennigens C, González-Martín A, Randall L, Cibula D, et al. Tisotumab vedotin as second- or third-line therapy for recurrent cervical cancer. N Engl J Med. 2024;391(1):44-55. doi:10.1056/NEJMoa2313811.

Similar Posts