มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก: ภัยเงียบจากโรคอ้วนและวิถีชีวิตยุคใหม่
ผศ.นพ.จักรพันธ์ ขุนณรงค์
คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
เมื่อพูดถึงโรคมะเร็งในสตรี ส่วนใหญ่เราจะนึกถึง “มะเร็งเต้านม” หรือ “มะเร็งปากมดลูก” ซึ่งเป็นโรคที่คุ้นหูและมีการรณรงค์ตรวจคัดกรองกันอย่างแพร่หลาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีมะเร็งของสตรีอีกชนิดหนึ่งที่มีจำนวนผู้ป่วยสูงขึ้นมากทั้งในสังคมไทยและทั่วโลก นั่นคือ “มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก” (Endometrial cancer) ภัยเงียบชนิดนี้ไม่มีการตรวจคัดกรองเหมือนมะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งเต้านม และมะเร็งชนิดนี้มีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับ “โรคอ้วน” และ “พฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบคนเมือง” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
ทำความรู้จัก “มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก”
มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเกิดจากการที่เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกเกิดการเจริญเติบโตและแบ่งตัวผิดปกติ จนกลายเป็นก้อนมะเร็ง กลไกหลักที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งชนิดนี้คือ ภาวะความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศหญิง โดยปกติร่างกายของผู้หญิงจะมีฮอร์โมนสองตัวที่ทำงานต้านกัน คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) จะที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวขึ้น และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ที่มาช่วยควบคุม ไม่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวมากเกินไป แต่หากร่างกายมีฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไป โดยไม่มีโปรเจสเตอโรน มาคอยต้าน เยื่อบุโพรงมดลูกจะถูกกระตุ้นให้หนาตัวขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด
โรคอ้วน: ตัวเร่งปฏิกิริยาและภัยคุกคามอันดับหนึ่ง
ในอดีตเราอาจมองว่าโรคอ้วนนำมาซึ่งโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์พบว่า โรคอ้วนถูกจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เนื้อเยื่อไขมัน (Adipose tissue) ในร่างกายไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่เก็บสะสมพลังงานส่วนเกินเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เหมือนโรงงานผลิตฮอร์โมน โดยในไขมันจะมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนฮอร์โมนชนิดอื่นให้กลายเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ ดังนั้น ยิ่งร่างกายมีไขมันสะสมมากเท่าไหร่ ปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนในกระแสเลือดก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ข้อมูลทางสถิติระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้หญิงที่มีภาวะน้ำหนักเกิน (มีดัชนีมวลกายหรือ BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป) มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกสูงกว่าผู้หญิงน้ำหนักปกติถึง 2-4 เท่า และหากเป็นโรคอ้วน (BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป) ความเสี่ยงอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 7-10 เท่า
วิถีชีวิตยุคใหม่: สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดโรค
นอกเหนือจากความอ้วนแล้ว ทางการแพทย์พบว่ากลุ่มโรค metabolic อื่นๆ เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเช่นกัน ดังนั้นพฤติกรรมการดำเนินชีวิตในสังคมเมืองยุคปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า “Modern lifestyle” เช่น การรับประทานอาหารที่มีแป้งและไขมันสูง รวมถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง และขาดการออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
ชีวิตโสดและการมีลูกที่น้อยลง:
ผู้หญิงยุคใหม่มีแนวโน้มที่จะแต่งงานช้าลง หรือเลือกที่จะไม่มีบุตร ในแง่ของสรีรวิทยา การตั้งครรภ์และให้นมบุตร ร่างกายจะหยุดการตกไข่และเยื่อบุโพรงมดลูกจะได้พักจากการกระตุ้นของเอสโตรเจน การไม่มีบุตรจึงทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าผู้หญิงที่มีบุตรหลายคน
สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์: “เลือดออกผิดปกติ”
แม้ว่ามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกจะไม่มีการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเหมือนมะเร็งปากมดลูก แต่ข้อดีของโรคนี้คือ มักจะแสดงอาการเตือนออกมาให้เห็นตั้งแต่ในระยะแรกๆ ซึ่งอาการที่สำคัญที่สุดคือ “การมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด” โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มอายุคือ สตรีวัยหมดประจำเดือน (วัยทอง) ในสตรีที่หมดประจำเดือนไปแล้วอย่างน้อย 1 ปี แล้วอยู่ๆ มีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอดอีก ไม่ว่าจะมามากหรือน้อย ควรไปพบสูตินรีแพทย์ทันที เพราะในวัยนี้ไม่ควรมีเลือดออกจากมดลูกอีก ขณะที่สตรีที่ยังไม่หมดประจำเดือน หากมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มากะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน ประจำเดือนมามากเกินไปหรือนานเกิน 7 วัน ควรมารับการตรวจเช่นกัน
นอกจากนี้ อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ในระยะที่โรคเริ่มลุกลาม ได้แก่ มีตกขาวผิดปกติ (เช่น ตกขาวปนเลือด หรือตกขาวมีกลิ่นเหม็นคาว) อาการปวดหน่วงท้องน้อย หรือคลำได้ก้อนที่บริเวณท้องน้อย เป็นต้น
การวินิจฉัยและการรักษา: รู้เร็ว รักษาหายได้
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจภายใน และทำ “อัลตราซาวด์ทางช่องคลอด” เพื่อวัดความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก หากพบว่าหนาตัวผิดปกติ ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุดคือ “การดูดหรือขูดเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูก” (Endometrial biopsy) เพื่อนำชิ้นเนื้อไปส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะยืนยันได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกในระยะเริ่มต้น (ระยะที่ 1) การรักษาหลักคือ การผ่าตัด นำมดลูก รังไข่ และท่อนำไข่ทั้งสองข้างออก รวมถึงการตรวจต่อมน้ำเหลืองในบางกรณี ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ไวและเจ็บแผลน้อยลง หากตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะแรกนี้ อัตราการรอดชีวิตและหายขาดสูงถึง 85-90% แต่หากปล่อยไว้จนโรคลุกลาม อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติมด้วยการฉายรังสี (ฝังแร่/ฉายแสง) หรือการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งผลการรักษาจะไม่ดีเท่าการตรวจเจอในระยะแรก
แนวทางการป้องกันและดูแลตัวเอง
แม้เราจะเปลี่ยนปัจจัยเรื่องอายุหรือพันธุกรรมไม่ได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงของโรคนี้ลงได้อย่างมีนัยสำคัญด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Lifestyle modification):
-
ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน: พยายามดูแลดัชนีมวลกาย (BMI) ให้อยู่ระหว่าง 18.5 – 22.9 กิโลกรัม/เมตร2 ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
-
เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นการทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ลดการทานเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารแปรรูป และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
-
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: ควรออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (เช่น เดินเร็ว ขี่จักรยาน หรือว่ายน้ำ วันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์) การขยับร่างกายช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลินและช่วยควบคุมน้ำหนัก
-
ควบคุมรักษาโรคประจำตัว: ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือกลุ่มอาการถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ (PCOS) ซึ่งทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ควรได้รับการรักษาและติดตามอาการจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง
-
ไม่ซื้อยาฮอร์โมนทานเอง: สตรีวัยทองที่ต้องการทานฮอร์โมนทดแทน ควรปรึกษาแพทย์และใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ไม่ควรซื้อยาสมุนไพร ยาสตรี หรือฮอร์โมนมาทานเองโดยไม่ทราบส่วนประกอบที่แน่ชัด
บทสรุป
มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปในยุคที่เราถูกรายล้อมด้วยอาหารจานด่วนและความสะดวกสบายที่ทำให้เราขยับร่างกายน้อยลง โรคนี้คือสัญญาณเตือนให้เราหันกลับมาทบทวนวิถีชีวิตและรักษาสุขภาพอย่างจริงจัง ควรระลึกเสมอว่า “ความอ้วนไม่ใช่แค่เรื่องของรูปร่าง แต่เป็นเรื่องของความเสี่ยงต่อโรคร้าย” และที่สำคัญที่สุด หากมีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ
References
-
Sung, H., Ferlay, J., Siegel, R. L., Laversanne, M., Soerjomataram, I., Jemal, A., & Bray, F. (2021). Global cancer statistics 2020: GLOBOCAN estimates of incidence and mortality worldwide for 36 cancers in 185 countries. CA: A Cancer Journal for Clinicians, 71(3), 209-249.
-
Concin, N., Matias-Guiu, X., Vergote, I., Cibula, D., Mirza, M. R., Marnitz, S., … & Creutzberg, C. L. (2021). ESGO/ESTRO/ESP guidelines for the management of patients with endometrial carcinoma. International Journal of Gynecological Cancer, 31(1), 12-39.
-
Lauby-Secretan, B., Scoccianti, C., Loomis, D., Grosse, Y., Bianchini, F., & Straif, K. (2016). Body fatness and cancer—viewpoint of the IARC Working Group. New England Journal of Medicine, 375(8), 794-798
-
Shaw, E., Farris, M., McNeil, J., & Friedenreich, C. (2016). Obesity and endometrial cancer. Recent Results in Cancer Research, 208, 107-136.
-
Arem, H., & Irwin, M. L. (2013). A review of lifestyle factors and endometrial cancer risk: Physical activity, dietary patterns, and weight. American Journal of Lifestyle Medicine, 7(2), 101-110.
-
ACOG Practice Bulletin No. 149 (2015). Endometriosis. Obstetrics & Gynecology, 125(5), 1280-1296. (Reaffirmed 2023).
-
Colombo, N., Creutzberg, C., Amant, F., Bosse, T., González-Martín, A., Ledermann, J., … & ESMO Guidelines Committee. (2016). ESMO-ESGO-ESTRO Consensus Conference on Endometrial Cancer: Diagnosis, treatment and follow-up. Annals of Oncology, 27(1), 16-41.
-
Voskuil, D. W., Monninkhof, E. M., Elias, S. G., Gils, C. H., & van Noord, P. A. (2007). Physical activity and endometrial cancer risk, a systematic review of current evidence. Cancer Epidemiology, Biomarkers & Prevention, 16(4), 639-648.