(บทความพิเศษ 1) “เส้นทางสู่การกำจัดมะเร็งปากมดลูกของประเทศไทย”
คำนำ
เส้นทางสู่การกำจัดมะเร็งปากมดลูก: ก้าวที่ผ่านมา สถานการณ์ในปัจจุบันและก้าวต่อไปในประเทศไทย
เนื่องในโอกาสที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) ถึงยุทธศาสตร์ระดับโลกเพื่อเร่งการกำจัดมะเร็งปากมดลูกให้หมดไปในฐานะปัญหาสาธารณสุข” (Global Strategy to Accelerate the Elimination of Cervical Cancer) ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิก 194 ประเทศ ได้ร่วมลงมติและขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว
สมาคมมะเร็งนรีเวชไทยจึงขอสรุปการดำเนินการการป้องกันและควบคุมมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมสอดคล้องกับเป้าหมายระดับโลกและความต้องการของประเทศไทย
ตอนที่ 1: วัคซีนป้องกัน HPV และการคัดกรอง
มะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายได้ หากระบบสุขภาพสามารถเชื่อมโยงการป้องกัน การคัดกรอง การรักษารอยโรคก่อนมะเร็ง และการรักษามะเร็งระยะลุกลามได้อย่างครบวงจร องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดเป้าหมายในการกำจัดมะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer elimination) โดยกำหนดว่า อุบัติการณ์ต้องลดลงต่ำกว่า 4 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คนต่อปี โดยประเทศต่าง ๆ ควรเดินหน้าให้บรรลุเป้าหมาย 90–70–90 ภายในปี ค.ศ. 2030 (1)
นโยบาย 90–70–90 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) มีเป้าหมายเพื่อกำจัดมะเร็งปากมดลูกให้หมดไปจากการเป็นปัญหาสาธารณสุขภายในปี 2030 โดยตั้งเป้าให้ เด็กหญิงร้อยละ 90 ได้รับวัคซีน HPV ครบภายในอายุ 15 ปี, สตรีร้อยละ 70 ได้รับการตรวจคัดกรองด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงภายในอายุ 35 ปี และตรวจซ้ำอีกครั้งภายในอายุ 45 ปี, และ ร้อยละ 90 ของผู้ที่พบรอยโรคก่อนมะเร็งได้รับการรักษา รวมทั้งร้อยละ 90 ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม
ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนในแง่ของอุบัติการณ์มะเร็งปากมดลูกที่ลดลงจากประมาณ 18.1 ต่อ 100,000 คนในช่วง 2001–2003 เหลือ 10.3 ต่อ 100,000 คนในช่วง ค.ศ. 2019–2021 อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตยังคงเป็นความท้าทาย โดยสถิติที่รายงานโดย WHO พบอัตราการเสียชีวิตเพิ่มจาก 5.9 เป็น 6.8 ต่อ 100,000 คนระหว่างปี ค.ศ. 2012–2021 (2)
แม้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการป้องกันโดยการฉีดวัคซีน HPV ให้กับผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อ การตรวจคัดกรองด้วย HPV-based testing และระบบการเข้าถึงการรักษา แต่ยังมีความท้าทายเรื่องความเข้าใจของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ความครอบคลุมของการฉีดวัคซีน การคัดกรอง และการเชื่อมต่อผู้ป่วยเข้าสู่การวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว ในเชิงนโยบาย ประเทศไทยได้ปรับจากการดำเนินงานป้องกันมะเร็งปากมดลูกแบบแยกส่วน ไปสู่การจัดระบบที่ครอบคลุมตลอดเส้นทางการดูแล (continuum of care) และสอดคล้องกับเป้าหมาย 90–70–90 ขององค์การอนามัยโลก โดยบรรจุวัคซีน HPV ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 (เริ่มต้นในกลุ่มเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 5 และในบางช่วงได้ขยายกลุ่มอายุไปถึง 20 ปี และ 26 ปี) ปรับการคัดกรองจาก cytology ไปสู่ HPV-based screening ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และเพิ่มทางเลือก HPV self-sampling ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 เพื่อช่วยลดอุปสรรคของสตรีที่ไม่สะดวกเข้ารับการตรวจที่สถานพยาบาล ขณะเดียวกัน นโยบาย Cancer Anywhere ที่เริ่มในปี พ.ศ. 2564 มีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกสามารถเข้าถึงสถานพยาบาลที่มีศักยภาพในการรักษาได้สะดวกขึ้น (2-4)
หัวใจของนโยบายในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนวัคซีนหรือจำนวนครั้งของการตรวจคัดกรอง แต่ต้องทำให้บริการทั้ง 3 ระดับเชื่อมต่อกันได้จริง ได้แก่ การป้องกันการติดเชื้อ HPV การค้นหาผู้ที่มีความเสี่ยงหรือรอยโรคก่อนมะเร็ง และการวินิจฉัยรักษาอย่างรวดเร็วเมื่อพบความผิดปกติ ระบบบริการควรมีการติดตามผลและการส่งต่อแบบครบวงจร (closed-loop referral) ตั้งแต่ผลคัดกรองผิดปกติไปจนถึงการตรวจหาและการรักษารอยโรคก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็ง และการรักษามะเร็ง พร้อมให้ข้อมูลความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับไวรัสเอชพีวี เพื่อนำพาตนเองเข้าถึงบริการแต่ละช่วงเวลาอย่างเหมาะสม ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่และลดการสูญหายของผู้ป่วยระหว่างขั้นตอนต่าง ๆ (1-4)
ดังนั้น การก้าวสู่การกำจัดมะเร็งปากมดลูกของประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยทั้งนโยบายและการดำเนินการที่ต่อเนื่อง ระบบบริการที่เข้าถึงง่าย บุคลากรและหน่วยบริการที่เพียงพอ รวมถึงฐานข้อมูลที่สามารถติดตามเพื่อให้เด็กหญิงและสตรีกลุ่มเป้าหมายได้รับวัคซีน ได้เข้ารับการตรวจคัดกรอง สตรีที่มีผลผิดปกติและผู้ป่วยมะเร็งได้รับบริการต่อเนื่องครบถ้วน เมื่อทุกขั้นตอนเชื่อมโยงกัน เป้าหมาย 90–70–90 จึงจะเปลี่ยนจาก “เป้าหมายเชิงตัวเลข” ไปสู่ผลลัพธ์สุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือ การลดการป่วยและการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกของสตรีไทย ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยเดินมาไกลแล้ว แต่ยังไม่ถึงจุดหมายของ elimination หัวใจสำคัญในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ได้รับบริการ แต่คือการทำให้ ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันเป็นระบบเดียว (1-4)
การฉีดวัคซีน HPV “ป้องกันก่อนเกิดการติดเชื้อ”
HPV เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก การฉีดวัคซีน HPV ก่อนการสัมผัสเชื้อในวัยก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ให้ประโยชน์สูงสุด เป็นมาตรการสำคัญที่สุดในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกในระยะยาว โดยเป้าหมายที่ WHO ตั้งไว้ คือ ร้อยละ 90 ของเด็กหญิงได้รับวัคซีนเอชพีวีครบถ้วนภายในอายุ 15 ปี (1,5)
มีการนำวัคซีน HPV มาใช้เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกมายาวนานถึง 20 ปี โดยวัคซีน HPV ชนิดแรกที่ได้รับอนุมัติขึ้นทะเบียนครั้งแรกโดยองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2006 คือ วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ (Yeast-derived quadrivalent HPV vaccine) ก่อนที่จะตามมาโดยประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก (5)
ในปี ค.ศ. 2026 หรือ 20 ปีหลังจากการเริ่มใช้วัคซีน HPV ปัจจุบันกว่า 165 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย มีการบรรจุวัคซีน HPV ในโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งชาติ (National Immunization Program, NIP) โดยมี 87 ประเทศ (คิดเป็นร้อยละ 53) ให้วัคซีน HPV แก่เพศหญิงและเพศชาย (gender-neutral vaccination) สะท้อนให้ความสำคัญของการป้องกันโรคจาก HPV โดยไม่แบ่งแยกเพศ (6)
ในประเทศไทย ได้อนุมัติการขึ้นทะเบียนวัคซีน HPV ในปี พ.ศ. 2550 และเริ่มบรรจุวัคซีน HPV ในโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคระดับประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา โดยเริ่มจากกลุ่มเด็กหญิงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อายุประมาณ 11–12 ปี (2,7) รูปที่ 1 แสดงแผนภูมิการขึ้นทะเบียนและการนำวัคซีนเอชพีวีเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกมาใช้ทั่วโลกและในประเทศไทย

รูปที่ 1. การขึ้นทะเบียนและการนำวัคซีนเอชพีวีเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกมาใช้ทั่วโลกและในประเทศไทย
กลุ่มเป้าหมายหลักในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่แนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวี
กลุ่มเป้าหมายหลักที่แนะนำให้ฉีดวัคซีน คือ สตรีช่วงอายุ 9-26 ปี โดยฉีด 3 เข็ม ที่ 0, 1-2 และ 6 เดือน โดยถ้าอายุน้อยกว่า 15 ปี สามารถฉีด 2 เข็มห่างกัน 6-12 เดือน ยกเว้นผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ติดเชื้อเอชไอวี แนะนำให้ฉีดวัคซีนให้ครบทั้ง 3 เข็ม (8-10)
กลุ่มเป้าหมายอื่นที่แนะนำให้ฉีดวัคซีน
ปัจจุบัน แนวทางเวชปฏิบัติของประเทศไทยจากหลายองค์กรวิชาชีพ ได้แก่ คำแนะนำการฉีดวัคซีนเอชพีวีของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมมะเร็งนรีเวชไทยและสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2567 คำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569 ของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย (IDAT) และการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในเด็กและวัยรุ่นไทย พ.ศ. 2569 ของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย (PIDST) มีสาระสำคัญที่สอดคล้องกัน คือ (8-10)
-
แนะนำวัคซีน HPV สำหรับทั้งเพศหญิงและเพศชาย อายุ 9-26 ปี
-
ผู้ที่มีอายุมากกว่า 26 ปี สามารถพิจารณารับวัคซีนได้เป็นรายบุคคล (Shared Clinical Decision-Making) โดยประเมินร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ตามความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV และประโยชน์ของการฉีดวัคซีน
-
ผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว หรือผู้ที่กำลังมีหรือมีประวัติความผิดปกติของผล cytology หรือ HPV testing หรือหูดหงอนไก่ ยังได้รับประโยชน์จากวัคซีน เนื่องจากมีโอกาสได้รับเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ไม่เคยติดมาก่อน หรือช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อซ้ำ
การฉีดวัคซีนเอชพีวีแบบ 1 เข็ม
องค์การอนามัยโลกได้ออกคำแนะนำเชิงนโยบายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ให้สามารถฉีดวัคซีน HPV แบบ 1 หรือ 2 เข็มในเด็กหญิงและหญิงสาวอายุ 9–20 ปี โดย โดยการฉีด 1 เข็มเป็นทางเลือก (alternative schedule) ที่ใช้นอกข้อบ่งใช้ (off-label option) ซึ่งปัจจุบันมีหลักฐานว่าป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ดีและให้ภูมิคุ้มกันระยะยาว อีกทั้งช่วยเพิ่มการเข้าถึงวัคซีน ลดความซับซ้อนในการให้บริการ และลดต้นทุนของโครงการจากมุมมองด้านสาธารณสุข โดย ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569 มี 96 จาก 166 ประเทศที่บรรจุวัคซีน HPV ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคและใช้แนวทางการฉีดแบบ 1 เข็ม (5,6)
สำหรับประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2567 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเห็นชอบในหลักการให้วัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ จำนวน 1 เข็ม แก่เด็กหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หรืออายุ 11–12 ปี และกระทรวงสาธารณสุขกำหนดดำเนินการในปีงบประมาณ 2569 โดยให้กลุ่มดังกล่าวได้รับวัคซีนเป็นลำดับแรก ส่วนวัคซีนที่เหลือสามารถให้แก่ผู้มีอายุ 11–20 ปีที่ไม่เคยได้รับวัคซีน รวมถึงนักศึกษาหญิงไทยอายุ 18–20 ปี และอนุโลมให้นักศึกษาปริญญาตรีที่อายุเกิน 20 ปีได้รับบริการได้ แนวทางดังกล่าวช่วยลดจำนวนครั้งในการให้บริการและติดตาม ลดภาระด้านบุคลากรและค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการขยายความครอบคลุมของวัคซีนเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก (11)
โรคจากเชื้อ HPV ส่งผลกระทบต่อทั้งเพศชายและเพศหญิง
HPV ไม่ได้เป็นสาเหตุเฉพาะของมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุของมะเร็งปากช่องคลอด และมะเร็งช่องคลอดในผู้หญิง มะเร็งองคชาติในผู้ชาย รวมทั้งโรคหูดหงอนไก่และมะเร็งที่ตำแหน่งอื่น ๆ ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ได้แก่ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งศีรษะและลำคอ โดยเฉพาะมะเร็งคอหอยส่วนบน (oropharyngeal cancer) ซึ่งพบสูงสุดในทวีปเอเชียมากกว่าในทวีปอื่น ๆ หรือมีอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 43 ของ oropharyngeal cancer ที่พบทั่วโลก ในประเทศไทย มะเร็งศีรษะและลำคอเป็นมะเร็งที่พบได้เป็นอันดับที่ 4 ของมะเร็งในเพศชาย และพบว่าสัดส่วนของมะเร็งคอหอยส่วนบนที่สัมพันธ์กับ HPV เพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 13 ในปี ค.ศ. 2008 เป็นร้อยละ 42 ในช่วงปี ค.ศ. 2019-2020 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าอาจสูงกว่าร้อยละ 50 ภายในปี ค.ศ. 2030 สะท้อนว่า HPV กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในมะเร็งศีรษะและลำคอของคนไทย โดยเฉพาะในผู้ชาย ซึ่งยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม ทำให้การป้องกันการติดเชื้อ HPV โดยการฉีดวัคซีน HPV ในเพศชายมีความสำคัญมากขึ้น (5,12-14)
ชนิดและข้อบ่งใช้ของวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติในประเทศไทย
วัคซีน HPV ประกอบด้วยแอนติเจน (antigen) ของไวรัสที่ผลิตจากการสังเคราะห์เฉพาะเปลือก (L1 protein) ของเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์นั้น ๆ เรียกว่า virus-like particles (VLPs) โดยไม่มีสารพันธุกรรมที่ก่อมะเร็งของของเชื้อเอชพีวี (E6 และ E7 proteins) วัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี (antibody) ต่อเชื้อเอชพีวี (5,7)
HPV 6 และ 11 เป็นสาเหตุประมาณร้อยละ 90 ของโรคหูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก (anogenital warts) และเป็นสาเหตุมากกว่าร้อยละ 95 ของโรคหูดหงอนไก่ชนิดกลับเป็นซ้ำในทางเดินหายใจเด็กหรือ juvenile-onset recurrent respiratory papillomatosis HPV 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกประมาณร้อยละ 90-95 สำหรับข้อมูลของประเทศไทยพบว่าร้อยละ 94 ของมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุจาก HPV 16, 18, 31, 33, 45, 52, และ 58 (ร้อยละ 68 มีสาเหตุจาก HPV 16 และ 18) (3,5)
วัคซีน HPV ที่ขึ้นทะเบียนในประเทศไทยมีทั้งชนิด 2 สายพันธุ์ 4 สายพันธุ์ และ 9 สายพันธุ์ ซึ่งมีข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุมัติแตกต่างกันทั้งปัจจัยด้านเพศ อายุ ชนิดของมะเร็งและจำนวนสายพันธุ์ของ HPV ก่อโรคที่สามารถป้องกันได้ (ตารางที่ 1) (7)
ตารางที่ 1. รายละเอียดและข้อบ่งใช้ชองวัคซีนที่ได้รับอนุมัติและยังมีการใช้ในประเทศไทยในการป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อ HPV (7)

การตรวจคัดกรอง “ค้นหา HPV และรอยโรคก่อนกลายเป็นมะเร็ง”
องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดเป้าหมายให้สตรีอย่างน้อย ร้อยละ 70 ได้รับการตรวจคัดกรองด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างน้อย 2 ครั้ง ภายในอายุ 35 และ 45 ปี และแนะนำให้ใช้การตรวจหาเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูงด้วยวิธี HPV DNA testing เป็นวิธีหลักในการคัดกรอง (primary HPV screening) มากกว่าการใช้ Pap smear หรือ VIA เพียงอย่างเดียว เนื่องจาก HPV DNA testing ให้ความไว (sensitivity) ในการค้นหาผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดรอยโรคได้สูงกว่าวิธีอื่น (1,15)
สำหรับสตรีทั่วไป WHO แนะนำให้เริ่มตรวจคัดกรองเป็นประจำตั้งแต่อายุ 30 ปี โดยเมื่อใช้ HPV DNA testing สามารถเว้นช่วงตรวจได้ประมาณ 5–10 ปี เมื่อผลตรวจปกติ ส่วนสตรีที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 25 ปีและตรวจถี่กว่าประชากรทั่วไป โดยทั่วไปทุก 3–5 ปี การเก็บตัวอย่างสำหรับ HPV testing สามารถทำได้ทั้งโดยบุคลากรทางการแพทย์ หรือการเก็บตัวอย่างด้วยตนเอง (HPV self-sampling) หากใช้ชุดตรวจที่เหมาะสมและมีระบบติดตามผลที่ชัดเจน (15)
ประเทศไทยได้เปลี่ยนผ่านจากการคัดกรองด้วย Cytology (Pap smear) และ VIA ไปสู่ Primary high-risk HPV testing และบรรจุบริการเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ ครอบคลุมกองทุนสุขภาพหลักของประเทศ ข้อมูลการศึกษาของไทยพบว่า Primary HPV screening มีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการคัดกรองแบบเดิม และสามารถใช้ cytology หรือ p16/Ki-67 dual-staining เป็นทางเลือกในการคัดแยกความเสี่ยงของผู้ที่ตรวจพบ HPV ได้ตามความเหมาะสม (2,16-19) แผนภูมิสรุปวิวัฒนาการของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย ดังแสดงในรูปที่ 2.
รูปที่ 2. วิวัฒนาการของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย
อีกก้าวสำคัญคือ HPV self-sampling ซึ่งช่วยให้ผู้หญิงที่ไม่สะดวกเข้ารับการตรวจในสถานพยาบาล สามารถเก็บตัวอย่างด้วยตนเองได้ งานวิจัยในสตรีไทยพบการยอมรับในระดับสูง และพบว่าการตรวจจากตัวอย่างที่เก็บด้วยตนเอง สามารถตรวจหา high-risk HPV และรอยโรคปากมดลูกระดับสูงได้ใกล้เคียงกับการเก็บตัวอย่างโดยบุคลากรทางการแพทย์ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดช่องว่างการเข้าถึงบริการของกลุ่มที่ไม่เคยตรวจหรือได้รับการตรวจไม่สม่ำเสมอ (20-22)
ในปี ค.ศ. 2026 WHO ได้เพิ่มเติมคำแนะนำเรื่อง HPV DNA genotyping โดยเน้นว่า ผู้ที่ตรวจพบ HPV ชนิดความเสี่ยงสูงไม่ได้มีความเสี่ยงเท่ากันทุกสายพันธุ์: HPV16 มีความเสี่ยงสูงที่สุด รองลงมาคือ HPV18/45; กลุ่ม HPV31/33/35/52/58 มีความเสี่ยงระดับกลาง และ HPV39/51/56/59 มีความเสี่ยงต่ำกว่า ข้อมูลชนิดของเชื้อจึงช่วยจัดลำดับความเสี่ยงและวางแผนการติดตามได้เหมาะสมขึ้น WHO ยังเน้นว่ารูปแบบการคัดกรองต้องสอดคล้องกับความสามารถของระบบในการติดตามผู้ที่มีผลผิดปกติ เพื่อไม่ให้ผู้รับบริการหลุดจากกระบวนการดูแล (23)
บทสรุป (สำหรับตอนที่ 1: วัคซีนป้องกัน HPV และการคัดกรอง)
หัวใจของการกำจัดมะเร็งปากมดลูกคือ “ป้องกันก่อนเกิดโรค และค้นหาความเสี่ยงให้เร็ว” การฉีดวัคซีนป้องกัน HPV โดยเฉพาะวัคซีนชนิด 9 สายพันธุ์ ช่วยเพิ่มความครอบคลุมต่อสายพันธุ์ HPV ที่ก่อมะเร็งสำคัญ แต่ไม่สามารถป้องกันเชื้อ HPV ก่อมะเร็งได้ทุกสายพันธุ์ ดังนั้นผู้หญิงยังควรเข้ารับการคัดกรองเมื่อถึงวัยที่เหมาะสม ประเทศไทยกำลังก้าวจาก Pap smear ไปสู่ Primary HPV testing ควบคู่กับ HPV self-sampling และการใช้ข้อมูลชนิดของ HPV เพื่อประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น การเพิ่มความ ครอบคลุมของวัคซีน การคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ และระบบติดตามผู้ที่มีผลตรวจผิดปกติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อไวรัสเอชพีวี จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดการป่วยและการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกและพาประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมาย การกำจัดมะเร็งปากมดลูกให้หมดไป
Reference
-
World Health Organization. Global strategy to accelerate the elimination of cervical cancer as a public health problem [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2020 [cited 2026 Oct 9]. Available from: https://www.who.int/publications/i/item/9789240014107
-
World Health Organization. Eradicating cervical cancer in Thailand: a journey of hope and progress [Internet]. New Delhi: WHO Regional Office for South-East Asia; 2025 [cited 2026 Oct 9]. Available from: https://www.who.int/southeastasia/publications/i/item/9789290221074
-
World Health Organization Thailand; Thai Gynecologic Cancer Society. Thailand’s journey to eliminate cervical cancer [Internet]. Bangkok: World Health Organization Thailand; 2025 [cited 2026 Oct 9]. Available from: https://www.who.int/thailand/news/feature-stories/detail/who-and-tgcs-launch-a-report-on-thailand-s-journey-to-eliminate-cervical-cancer
-
World Health Organization Regional Office for South-East Asia. Regional implementation framework for elimination of cervical cancer as a public health problem: 2021-2030 [Internet]. New Delhi: World Health Organization Regional Office for South-East Asia; 2021 [cited 2026 Oct 9]. Available from: https://www.who.int/publications/i/item/9789290228875
-
World Health Organization. Human papillomavirus vaccines: WHO position paper, December 2022. Wkly Epidemiol Rec. 2022;97(50):645-672.
-
World Health Organization. HPV dashboard [Internet]. Geneva: World Health Organization; [cited 2026 Oct 9]. Available from: https://www.who.int/teams/immunization-vaccines-and-biologicals/diseases/human-papillomavirus-vaccines-(HPV)/hpv-clearing-house/hpv-dashboard
-
Ministry of Public Health, Thailand. HPV vaccine product information [Internet]. Nonthaburi: Ministry of Public Health; [cited 2026 Oct 9]. Available from: https://pertento.fda.moph.go.th/FDA_SEARCH_DRUG/SEARCH_DRUG/FRM_VACCINE_HUMAN.aspx
-
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย; สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย; สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. คำแนะนำการฉีดวัคซีนเอชพีวี พ.ศ. 2567. กรุงเทพฯ; 2567.
-
สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. คำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569. กรุงเทพฯ: สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย; 2569.
-
สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย. ตารางการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในเด็กและวัยรุ่นไทย พ.ศ. 2569. กรุงเทพฯ: สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย; 2569.
-
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการให้บริการวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ปีงบประมาณ 2569 [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค; 2568 [สืบค้นเมื่อ 9 ต.ค. 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1760220251204221640.pdf
-
International Agency for Research on Cancer. Global Cancer Observatory: Cancer Today [Internet]. Lyon: International Agency for Research on Cancer; 2024 [cited 2026 Oct 9]. Available from: https://gco.iarc.who.int/
-
Ngamphaiboon N, Dechaphunkul A, Vinayanuwattikun C, et al. Changing landscape of head and neck squamous cell carcinoma and nasopharyngeal carcinoma treatment and survival trends in Thailand: a 13-year multicenter retrospective study of patients. JCO Glob Oncol. 2025;11:e2400285. doi:10.1200/GO-24-00285.
-
Argirion I, Zarins KR, McHugh J, et al. Increasing prevalence of HPV in oropharyngeal carcinoma suggests adaptation of p16 screening in Southeast Asia. J Clin Virol. 2020;132:104637. doi:10.1016/j.jcv.2020.104637.
-
World Health Organization. WHO guideline for screening and treatment of cervical pre-cancer lesions for cervical cancer prevention. 2nd ed [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2021 [cited 2026 Oct 9]. Available from: https://www.who.int/publications/i/item/9789240030824
-
Aoki ES, Yin R, Li K, Bhatla N, Singhal S, Ocviyanti D, et al. National screening programs for cervical cancer in Asian countries. J Gynecol Oncol. 2020;31(3):e55.
-
Termrungruanglert W, Khemapech N, Tantitamit T, Sangrajrang S, Havanond P, Laowahutanont P. Cost-effectiveness analysis study of HPV testing as a primary cervical cancer screening in Thailand. Gynecol Oncol Rep. 2017;22:58-63.
-
Termrungruanglert W, Khemapech N, Tantitamit T, Havanond P. Cost effectiveness analysis of HPV primary screening and dual stain cytology triage compared with cervical cytology. J Gynecol Oncol. 2019;30(2):e17.
-
Tantitamit T, Khemapech N, Havanond P, Termrungruanglert W. Cost-effectiveness of primary HPV screening strategies and triage with cytology or dual stain for cervical cancer. Cancer Control. 2020;27(1):1-8.
-
Oranratanaphan S, Termrungruanglert W, Khemapech N. Acceptability of self-sampling HPV testing among Thai women for cervical cancer screening. Asian Pac J Cancer Prev. 2014;15(17):7437-7441.
-
Nutthachote P, Oranratanaphan S, Termrungruanglert W, Triratanachat S, Chaiwongkot A, Baedyananda F, et al. Comparison of detection rate of high risk HPV infection between self-collected HPV testing and clinician-collected HPV testing in cervical cancer screening. Taiwan J Obstet Gynecol. 2019;58(4):477-481.
-
Phoolcharoen N, Areeruk W, Kantathavorn N, Tiyayon J, Chittithaworn S, Wetcho T, et al. Self- and physician-collected high-risk human papillomavirus (HPV) testing to detect high-grade cervical lesions among Thai women. Int J Gynecol Cancer. 2023;33(9):1354-1358.
-
World Health Organization. WHO guideline for screening and treatment of cervical pre-cancer lesions for cervical cancer prevention: use of human papillomavirus (HPV) DNA genotyping [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2026 [cited 2026 Oct 9]. Available from: https://www.who.int/publications/i/item/9789240121744