บทความวิชาการ เดือนธันวาคม 2568
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการดูแลสุขภาพหลังการรักษามะเร็งนรีเวช
น.อ.หญิงปิยะวรรณ ปริยวาทีกุล, ร.อ.หญิงพิชามญชุ์ สุขเกษม
กองสูตินรีกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
การได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งนรีเวช ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของผู้หญิงทุกคน การรักษาที่เข้มข้น เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา อาจทำให้ร่างกายและจิตใจอ่อนล้า แต่เมื่อผ่านช่วงการรักษาแล้ว “ชีวิตหลังมะเร็ง” ก็ยังคงต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลังการจบการรักษาถือเป็นกุญแจสำคัญหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และลดโอกาสของการกลับมาเป็นซ้ำ1
หลายงานวิจัยทางการแพทย์ชี้ให้เห็นว่าการดูแลตนเองหลังการรักษามะเร็ง มีผลต่ออัตราการรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตในระยะยาว2 การมีพฤติกรรมที่เหมาะสมนั้นจะช่วยลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำของโรค ป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น ลดอาการอ่อนเพลีย และเพิ่มพลังใจในการใช้ชีวิต3
หลักการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพ
1. โภชนาการเพื่อสุขภาพ
โภชนาการของผู้ป่วยที่ดีหลังการรักษามะเร็งควรมุ่งเน้นการฟื้นฟูร่างกาย และลดภาวะการอักเสบ “อาหารที่ดี คือยาที่ดีที่สุด” ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารแบบ plant-based diet ซึ่งเน้นผักและผลไม้สดที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โปรตีนจากปลา ถั่ว และธัญพืชเต็มเมล็ด ขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง น้ำตาล และอาหารแปรรูป
งานวิจัย Women’s Healthy Eating and Living (WHEL Study) พบว่า การรับประทานอาหารที่มีผักและผลไม้มากกว่า 5 ส่วนต่อวัน ร่วมกับการลดไขมันลงเหลือน้อยกว่า 20% ของพลังงานทั้งหมด สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และแนวโน้มการรอดชีวิตที่ดีขึ้นในบางกลุ่มผู้ป่วย4 นอกจากนี้การดื่มน้ำสะอาดวันละ 6–8 แก้ว จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี และลดความเสี่ยงท้องผูก ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยหลังการรักษา
2. การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
การออกกำลังกายหลังป่วยเป็นมะเร็งไม่เพียงช่วยเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย แต่ยังลดอาการอ่อนเพลีย (cancer-related fatigue) และภาวะซึมเศร้าได้อย่างมีนัยสำคัญ5 แนวทางของ American College of Sports Medicine (ACSH) ปี 2019 มีข้อแนะนำดังนี้5
– ควรออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ มีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกายประมาณ 33%³
– ผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอมีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้นประมาณ 20–30% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย5
– หากเพิ่งจบการรักษา เช่น ผ่าตัด หรือเคมีบำบัด ควรเริ่มจากการเดินช้าๆแล้วเพิ่มความเข้มข้นตามลำดับ
– ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ใช้แรงกดทับบริเวณแผลผ่าตัดหรือช่องท้อง
ผู้ป่วยอาจเริ่มต้นด้วยการเดินเร็ววันละ 20–30 นาที โยคะ หรือการยืดเหยียดเบา ๆ หากมีข้อจำกัดด้านสุขภาพควรปรึกษาแพทย์หรือกายภาพบำบัด เพื่อปรับรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม นอกจากนี้ในผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกและมะเร็งรังไข่ การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม สัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตที่เพิ่มขึ้น 15–30% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่เคลื่อนไหว5
3. การดูแลสุขภาพจิตใจ
การเผชิญกับโรคมะเร็งอาจก่อให้เกิดความวิตกกังวล กลัวโรคกลับมา หรือภาวะซึมเศร้า การจัดการความเครียด และความวิตกกังวล สามารทำได้หลากหลายวิธี เช่น การฝึกสมาธิ การหายใจลึกๆ การทำกิจกรรมที่สนใจ อาทิเช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ทำงานศิลปะ ก็สามารถช่วยผ่อนคลายจิตใจได้
การดูแลด้านจิตใจและการมีเครือข่ายสนับสนุน เช่น กลุ่มบำบัด (support group) หรือกิจกรรมฝึกสติ (mindfulness) สามารถช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล และเพิ่มภูมิคุ้มกันได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีแนวโน้มการรอดชีวิตระยะยาวที่สูงกว่า6 หากมีอาการซึมเศร้าเรื้อรังหรือรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
4. การติดตามการรักษา
แม้จะหายจากโรคแล้ว ผู้ป่วยควรเข้ารับการตรวจติดตามตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินอาการผิดปกติ ตรวจหาการกลับเป็นซ้ำ และประเมินผลข้างเคียงจากการรักษา7 ผู้ป่วยควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกผิดปกติ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดท้องน้อย หรือท้องอืด และรีบพบแพทย์หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น การติดตามอย่างต่อเนื่องร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีจึงเป็นรากฐานของ “การมีชีวิตใหม่หลังมะเร็ง” อย่างแท้จริง
บทสรุป
การเผชิญมะเร็งนรีเวชอาจเป็นบททดสอบที่หนักหน่วง แต่ก็เป็นโอกาสให้ผู้หญิงได้เรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองอย่างลึกซึ้งมากขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การดูแลจิตใจ และการติดตามรักษาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ป่วย” ไปสู่ “ผู้ฟื้นฟู” ได้อย่างสง่างาม และที่สำคัญที่สุดคือ การใช้ชีวิตต่อไปด้วยหัวใจที่เข้มแข็งและเปี่ยมด้วยความหวังต่อไป
เอกสารอ้างอิง
National Comprehensive Cancer Network (NCCN). NCCN Guidelines for Patients: Ovarian, Cervical, and Uterine Cancers. Plymouth Meeting (PA): NCCN; 2023.
World Health Organization (WHO). Guide to cancer early diagnosis. Geneva: World Health Organization; 2017.
Rock CL, Thomson C, Gansler T, Gapstur SM, McCullough ML, Patel AV, Jacobs EJ, et al. American Cancer Society guideline for diet and physical activity for cancer prevention. CA Cancer J Clin. 2020;70(4):245-71.
Pierce JP, Natarajan L, Caan BJ, Parker BA, Greenberg ER, Flatt SW, et al. Influence of a diet very high in vegetables, fruit, and fiber and low in fat on prognosis following treatment for breast cancer: the Women’s Healthy Eating and Living (WHEL) randomized trial. JAMA. 2007;298(3):289–98.
Patel AV, Friedenreich CM, Moore SC, Hayes SC, Silver JK, Campbell KL, et al. American College of Sports Medicine Roundtable report on physical activity, sedentary behavior, and cancer prevention and control. Med Sci Sports Exerc. 2019;51(11):2391–402.
Antoni MH, Lechner SC, Kazi A, Wimberly SR, Sifre T, Urcuyo KR, et al. How stress management improves quality of life after treatment for breast cancer: a randomized trial. J Consult Clin Psychol. 2006;74(6):1143–52.
Miller KD, Nogueira L, Mariotto AB, Rowland JH, Yabroff KR, Alfano CM, et al. Cancer treatment and survivorship statistics, 2019. CA Cancer J Clin. 2019;69(5):363–85.